การแข่งขันและประกวด Mobile Application (2)

รายงานผลการแข่งขันและประกวด Mobile Application

ในงาน MBS Festival 2016

 

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันและประกวด Mobile Application ในงาน MBS Festival 2016 คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยสาขาวิชาฯ ส่งนักศึกษาเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 6 คน แบ่งเป็น 2 ทีม ทีมละ 3 คน และมีอาจารย์วรวิทย์ สังฆทิพย์ เป็นอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ผลการแข่งขันปรากฏว่าได้รับรางวัลทั้ง 2 ทีม ดังนี้

ทีมที่ 1 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้เงินรางวัลจำนวน 5,000 บาท และเกียรติบัตร นักศึกษาที่ได้รางวัล คือ นายเตโชธ์ เขตอนันต์ นายก้องไกร ถิ่นจันดา และนายอาทิตย์ นันทประดิษฐ์

ทีมที่ 2 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้เงินรางวัล จำนวน 3,000 บาท และเกียรติบัตร นักศึกษาที่ได้รางวัล คือ นายธวัชชัย ธรรมฉันธ์ นายสุเมธ แก่นแก้ว และนายธงชัย บรรจมาตย์

 

 

  

เทคโนโลยี Augmented Reality หรือ AR

ความเป็นมาของ  AR

เทคโนโลยีนี้ได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 จัดเป็น แขนงหนึ่งของงานวิจัยด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ว่าด้วยการเพิ่มภาพเสมือนของโมเดลสามมิติที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ลงไปในภาพที่ ถ่ายมาจากกล้องวิดีโอ เว็บแคม หรือกล้องในโทรศัพท์มือถือ แบบเฟรมต่อเฟรม ด้วยเทคนิคทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟิก แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีจึงมีการใช้ไม่แพร่หลายเท่าไหร่  แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมือถือ และการสื่อสารข้อมูลไร้สาย รวมทั้งการประมวลต่างๆ มีความรวดเร็วขึ้นและมีราคาถูก จึงทำให้อุปกรณ์สมาร์ทโฟน และแทบเล็ต ทำให้เทคโนโลยีที่อยู่แต่ในห้องทดลอง กลับกลายมาเป็นแอพที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานกันง่ายๆ ไปแล้ว  โดยในช่วง 2-3 ปีมานี้ AR เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวถึงอยู่เป็นระยะ แม้จะไม่ฮอตฮิตเหมือนแอพตัวอื่นๆ ก็ตาม  แต่อนาคตยังไปได้อีกไกล  ทั้ง VR และ AR สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้กว้างขวางหลากหลาย ทั้งด้าน อุตสาหกรรม การทหาร การแพทย์ การตลาด การบันเทิง การสื่อสาร และ การศึกษา

หลักการทำงานของระบบ  AR

เป็นการนำเทคโนโลยีมาผสานระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้ระบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆเช่นเว็บแคมคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้องโดยองค์ประกอบของระบบ AR มีดังนี้
1. ตัว Marker (หรือMarkup) ซึ่งเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ หรือรูปภาพที่กำหนดไว้เป็นตัวเปรียบเทียบ กับสิ่งที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล (Marker Database)

2. กล้องวิดีโอ กล้องเว็บแคม กล้องโทรศัพท์มือถือ หรือตัวจับ Sensor อื่นๆ เพื่อทำการการวิเคราะห์ภาพ

(Image Analysis) และวิเคราะห์จาก marker ประเภทอื่นๆ ที่กำหนดไว้  โดยระบบจะทำการคำนวณค่าตำแหน่งเชิง 3 มิติ (Pose Estimation) ของ Marker เทียบกับกล้อง

3. ส่วนแสดงผล อาจเป็นจอภาพคอมพิวเตอร์ หรือจอภาพโทรศัพท์มือถือ หรืออื่นๆ
4. ซอฟต์แวร์หรือส่วนประมวลผลเพื่อสร้างภาพหรือวัตถุแบบสามมิติ กระบวนการสร้างภาพสองมิติจากโมเดล 3 มิติ

(3D Rendering) เป็นการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในภาพโดยใช้ค่าตำแหน่งเชิง 3 มิติที่คำนวณได้จนได้ภาพหรือข้อมูลซ้อนทับไปบนภาพจริง

ตัวอย่างแอพ  AR ในการใช้งานจริง

ผู้เชี่ยวชาญทันใจ

แอพชื่อว่า Aurasma  (http://www.aurasma.com/) พัฒนาโดยบริษัท  Autonomy  ผู้คิดค้นแพลตฟอร์ม AR ซึ่งเพิ่งถูกซื้อโดยบริษัท HP ด้วยมูลค่า 7 พันล้านเหรียญ  โดยแอพนี้ประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ตัวอย่างเช่น การแสดงคำแนะนำการติดตั้ง TV แบบติดผนัง แบบเรียลไทม์สดๆ กันเลย

Pic01

อีกต้วอย่างของผู้เชี่ยวชาญทันใจก็คือ Metaio ซึ่งเป็นแอพ  AR อีกตัวที่ช่วยแนะนำการเปลี่ยนตลับหมึก โดยเพียงแค่เปิดกล้องส่องไปที่เครื่องพริ้นเตอร์เป้าหมายเท่านั้น

Pic02

ปลุกชีวิตตำราอาหาร

ซอสมะเขือเทศ Heinz ได้ทำหนังสือสอนทำอาหารที่เรียกว่า “augmented reality recipe book” โดยใช้เทคโนโลยีของ Bippar  (www.blippar.com) โดยผู้ใช้ซึ่งลงแอพไว้แล้ว เปิดกล้องของมือส่องไปที่ขวดของซอสมะเขือเทศ Heinz อันโด่งดัง สักแป๊บหนึ่งก็จะมีสูตรอาหารโผล่มาให้เลือกดูที่หน้าจอมือถือทันที

Pic03

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ Jamie Oliver เชฟอิสระ และนักจัดรายการเกี่ยวกับการทำอาหารชื่อดังชาวอังกฤษ  อ้างว่าตัวเองเป็นเชฟรายแรกในโลกที่ใช้เทคโนโลยี  AR ในการเสริมหนังสือตำราปรุงอาหารธรรมดา  ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้ที่ต้องการเรียนปรุงอาหารจากหนังสือของเขา โดยผู้ซื้อและผู้อ่านตำราปรุงอาหารของเขา สามารถดาวน์โหลดแอพฟรีโดยใช้เทคโนโลยี AR ของ  Arasma ที่ทำมาคู่กับหนังสือ ซึ่งเมื่อคนอ่านเอามือถือโดยการสแกนไปยังรูปอาหารในหนังสือแล้ว  มันก็เปิดวีดิโอรายการทีวี และคอนเท้นท์ออนไลน์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้ดูทันที  และยังสามารถเปิดโพยสูตรอาหารนั้นที่หน้าจอเพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบการปรุงอาหารได้อ่างถูกต้องได้จากร้านซูเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย

 Pic04

ซูเปอร์ไกด์ฉบับมือถือ

Pic05

แอพที่ชื่อว่า World Browser ของ  Wikitude (www.wikitude.com) เป็น AR ที่สร้างสรรค์และสนุก โดนมันจะทำให้คุณค้นพบโลกใหม่รอบๆ ตัวคุณ เพียงแต่ส่องกล้องของเครื่องมือถือคุณไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ รอบตัวคุณ มันก็จะแสดงข้อมูลอธิบายเพิ่มเติมออกมา และสามารถตอบโต้กับมันได้อย่างสนุกสนาน

Pic06

แอพ NewYork Nearest Place ของ Acrossair (www.acrossair.com) ทำให้ลืมแผนที่แบบ 2D อันน่าเบื่อของรถไฟใต้ดินของนิวยอร์คไปเลย  แอพตัวนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวและชาวนิวยอร์ค เดินทางไปยังสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดได้อย่างสะดวกง่ายดายโดยไม่ต้องกางแผนที่เลย

Pic07

นอกจานี้ Acrossair จะรวบรวมทุกฐานข้อมูลที่คุณจะต้องใช้สำหรับ AR เมื่อคุณไปถึงสถานต่างๆ ในนิวยอร์ค เช่น แนะนำร้านอาหาร ร้านกาแฟ และบาร์ รวมทั้งประวัติของสถานที่สำคัญต่างๆ เป็นต้น เอาไว้ในหน้าจอเดียวกัน

Pic08

และที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือแอพ Layar (www.layar.com) ซึ่งเป็นหนึ่งใน  AR แพลตฟอร์มที่โด่งดังและยอดนิยมที่สุด ทั้งบน iPhone และ Android ซึ่งเป็น open platform ที่จะช่วยให้สร้างเลเยอร์คอนเท้นท์ได้หลายชั้นบน  ระบบนี้ถูกพัฒนาเริ่มต้นจากโปรแกรมหาร้านฮอตดอก ในมหาวิทยาลัย จนเดี๋ยวนี้โด่งดังไปทั่วโลก

Pic09

AR เพื่อการศึกษา

แอพนี้เป็น  AR เพื่อการศึกษาเกี่ยวกับระบบกายวิภาค (anatomy) โดยจะให้ภาพและข้อมูลเกี่ยวกับโครงกระดูกในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทับลงไปยังภาพอวัยวะจริงๆ ของคน  พูดง่ายๆ คือมันช่วยให้คุณ “มองทะลุ” เข้าไปในร่างกายคนได้เลยทีเดียว

Pic10

ตัวอย่างระบบ AR สำหรับการศึกษาดาราศาสตร์ ทำให้ผู้เรียนจับดาวมาเล่นกันได้อย่างสนุกสนาน

Pic11

ตัวอย่างการใช้ AR มาช่วยสอนนักเรียนในการซ่อมบำรุงรถยนต์ ซึ่งก็ประมีประโยชน์ในแง่อุปกรณ์ตัวอย่างมีจำกัดและการฝึกจริงต้องใช้เวลานาน  แต่นักเรียนมีจำนวนมาก ก็สามารถทำให้ประหยัดงบประมาณและเวลาในการฝึกอบรมไปได้มาก

ปลุกชีวิตให้นิตยสาร

Pic12

Pic13

Blippar ซึ่งเป็นบริษัทผู้ทำแอพด้าน AR รายใหญ่อีกเจ้าหนึ่ง ได้การร่วมมือกับ Total Film Magazine ในการทำให้คอนเท้นท์ในนิตยสารแสดงข้อมูลแบบ AR ออกมาได้ในจุดที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้อ่านนิตยสาร เปิดมาถึงหน้ารีวิวหนังใหม่ ก็สามารถเปิดดูวีดิโอคลิปตัวอย่างหนัง (trailer) หรือเบื้องหลังการถ่ายทำ (behide the scene) ได้ หรือถ้าถูกใจหนังเก่าเรื่องไหนก็สามารถใช้ระบบ m-commerce สั่งซื้อ DVD มาดูได้ทันที นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นอื่นอีกหลายอย่าง เช่น ร่วมสนุกชิงตั๋วหนังฟรี หรือสมัครสมาชิกได้ลดราคา เป็นต้น

ช่วยสร้างแคมเปญการตลาด

Pic14

มีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AR ที่น่าสนใจขององค์กรการกุศลที่ชื่อว่า CoppaFeel! (www.coppafeel.org) ซึ่งเป็นองค์กรที่รณรงค์ให้คุณผู้หญิงสาวรุ่นใหม่ของอังกฤษ ให้ ทำการคลำหน้าอก (นม นั้นและครับ) ของตนเอง เพื่อตรวจหาการเกิดมะเร็งเต้านมเสียแต่เนิ่นๆ จะได้รักษาทัน   ได้ทำป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ บนถนนที่มีการจราจรหนาแน่น  โดยในบิลบอร์ดจะมีรูปหน้าออกสาวใส่บรา แล้วมีคำว่า “Hello Boobs” (Boobs เป็นคำสแลงที่หมายถึง “ หน้าอก” นั่นแหละครับ) โดยผู้เล่นจะถ่ายรูปภาพหน้าอกจากบิลบอร์ด โดยสมาร์ทโฟนที่ลงแอพของ Blippar ไว้ (ภาพในรูปซ้าย) สักครู่หนึ่งแอพก็จะแปลงภาพหน้าอกธรรมดาๆ ให้เห็นเป็นภาพ 3 มิติ พุ่งนูนขึ้นมา (ดังภาพในรูปขวา) โดยคุณสามารถตั้งชื่อหน้าอกนี้ แล้วแชร์รูปพร้อมชื่อไปทาง facebook และ twitter  ให้เพื่อนๆ  ได้ นอกจากนี้คุณก็สามารถคลิกไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมของ coppafeel  ได้ ซึ่งก็จะชักชวนให้คุณ คลำหน้าอกตัวเองเพื่อตรวจสอบมะเร็งเต้านมนั่นเอง

Pic15

ลองเฟอร์นิเจอร์ใหม่ด้วยกระดาษแผ่นเดียว

Pic16

บริษัท AR มาแรงจากฝั่งแสกนดิเนเวีย ชื่อแปลกว่า Sayduck (www.sayduck.com) ได้คิดค้นเทคโนโลยีให้กับผู้ขายเฟอร์นิเจอร์ รายใหญ่อย่าง IKEA โดยให้ลูกค้าสามารถ ทดลองเลือกวางชิ้นเฟอร์นิเจอร์ลงบนตำแหน่งที่จริงได้ โดยใช้กระดาษตัว marker วางไว้ที่พื้นในตำแหน่งที่ต้องการวางเฟอร์นิเจอร์  ซึ่งตัวแอพสยังสามารถสร้างแสงเงาได้กลมกลืมตามสภาพแวดล้อมจริงได้อีกด้วย

แนวโน้มอนาคต

ในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้ เทคโนโลยี “การค้นหาด้วยภาพ (visual search)” จะเป็นสิ่งที่จะมาพลิกโฉมของการที่มนุษย์จะติดต่อและใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาร์ทโฟน โดยการใช้ เทคโนโลยีการจดจำภาพ (image recognition) ก็จะทำให้โปรแกรมสามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่มันมองเห็นอยู่เป็นวัตถุหรือรูปภาพอะไร  ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจการซื้อของออนไลน์ให้ง่ายขึ้นมาก จนคุณแทบไม่ต้องออกแรงใดๆ เลย เรียกว่าขั้นตอน “POINT-KNOW-BUY” โดยคุณสามารถสแกนรูปภาพหรือวัตถุที่เป็นสินค้าเป้าหมาย ระบบก็จะแสดงข้อมูลเชิงลึกของสินค้านั้น เมื่อคุณพอใจก็สามารถสั่งซื้อของชิ้นนั้นได้ทันที  ซึ่งตอนนี้แม้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Google ก็กำลังบุกเบิกเรื่องนี้อยู่อย่างขะมักเขม้น เรียกว่า เทคโนโลยี Google Goggle หรือ Layer Vision

เมืองไทยทำ AR อะไรกันดี?

ดูเหมือนว่าการใช้งาน AR ในเมืองไทยยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายกันเท่าไหร่ อาจจะด้วยสาเหตุที่ว่ายังไม่มีใครทำแอพดีๆ มาให้ใช้งานกันก็เป็นได้  ซึ่งผมมีไอเดียหลายอย่างที่คิดว่าน่าจะทำ เช่น การให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวแบบ AR ตามสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เช่น บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์  อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา และสุโขทัย ซึ่งเมื่อนักท่องเที่ยวมาถึงจุดสำคัญ แทนที่อ่านแค่ป้ายหรือฟังไกด์อธิบายธรรมดา  แต่สามารถเปิดภาพและเสียงที่บอกเล่าและจำลองภาพสถานการณ์ในยุคอดีตได้     อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการใช้ AR ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ซึ่งมีอยู่มากมายในกรุงเทพ และเมืองท่องเที่ยว อย่างพัทยา และภูเก็ต  โดยเมื่อคุณเข้าไปในห้าง ก็แค่สแกนไปที่ป้ายแผนผังของห้างตรงจุดที่กำหนด คุณก็จะเห็นคูปองลดแลกแจกแถมโผล่ออกมา ให้คุณเลือก save และนำไปใช้ที่ร้านค้าผู้แจกคูปอง โดยแสดงเส้นทางการเดินไปร้านให้เสร็จสรรพ  ไอเดียนี้ใครจะเอาไปทำก็ได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์  นี่เป็นแค่ตัวอย่าง คุณเองล่ะลองมองไปรอบๆ ตัวซิว่า  มันน่าจะทำ AR อะไรได้บ้าง

 

 

ที่มา:

https://sukunya055.wordpress.com

https://sipaedumarket.wordpress.com/2014/04/20/augmented-reality-ar

http://lprusofteng.blogspot.com/2013/05/augmented-reality-ar.html

Data Loss Prevention (DLP)

dlp_frontData Loss Prevention (DLP) ช่วยเปิดเผยความเสี่ยงทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสูญหายของข้อมูลที่สำคัญหรือมีความอ่อนไหวต่อองค์กร และสามารถลดความเสี่ยงผ่านกระบวนการแก้ไขที่เป็นนโยบาย (policy-based remediation)

 

 

รวมไปถึงขั้นตอนในการบังคับใช้การควบคุมดูแล (enforcement of controls) โดย RSA Data Loss Prevention ได้รับการออกแบบมาให้ช่วยลดความเสี่ยง ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวจะนอนนิ่งอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว หรือกำลังเคลื่อนที่อยู่ในฐานะทราฟฟิกข้อมูล หรือกำลังถูกจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยผู้ใช้ที่อยู่ที่อุปกรณ์ปลายทางก็ตาม RSA DLP ช่วยบริหารจัดการนโยบายผ่านศูนย์กลางด้วย 3 ผลิตภัณฑ์ด้วยกัน นั่นคือ RSA Data Loss Prevention Datacenter, RSA Data Loss Prevention Network และ RSA Data Loss Prevention Endpoint เพื่อให้การดีพลอยเมนต์เป็นเรื่องง่าย และเป็นการเตรียมการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ด้วยต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO หรือ total cost of ownership) ที่ต่ำสุด สำหรับข้อมูลที่มีความอ่อนไหวทุกๆ ชนิดที่อยู่ในองค์กร

ประโยชน์หลัก

  • สำรวจ และปกป้องข้อมูลที่มีความอ่อนไหวในดาต้าเซ็นเตอร์ บนเครือข่ายและในอุปกรณ์ปลายทาง ด้วยโซลูชันที่ช่วยยกระดับนโยบายโดยรวมได้ทั่วทั้งโครงสร้างพื้นฐานของ องค์กร
  • ลดระดับความเสี่ยงผ่านนโยบายการแก้ไขและการบังคับใช้ที่มุ่งเน้นหลักฐาน และเป็นที่รับรู้โดยทั่วทั้งองค์กร
  • ลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ด้วยความสามารถด้าน Scalability ในระดับผู้นำตลาด รวมไปถึงการจัดการเหตุการณ์ (incident handling) เวิร์กโฟลว์ (workflow) และไลบรารีนโยบายที่ครอบคลุม (comprehensive policy library)
  • อินทิเกรตกับ RSA enVision Platform เพื่อทำให้การดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยมีความสะดวกสบายและง่ายขึ้น

RSA Data Loss Prevention: มาตรการเชิงรุกในการพัฒนานโยบายด้านความปลอดภัยข้อมูล

RSA DLP Suite เป็นชุดผลิตภัณฑ์รวมที่จัดเตรียมวิธีการเชิงรุก (proactive approach) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการสูญหายของข้อมูลที่มีความสำคัญ โดย RSA DLP Suite ประกอบด้วย 3 ผลิตภัณฑ์หลัก นั่นคือ RSA DLP Datacenter, RSA DLP Network และ RSA DLP Endpoint ที่อาจถูกจำหน่ายเป็นตัวๆ หรือรวมเป็นแพ็กเกจ โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าในการปกป้องข้อมูลที่อ่อนไหว วิธีการนี้เป็นการยึดหลักการบริหารจัดการนโยบายจากศูนย์กลางเป็นพื้นฐาน โดยผ่าน Enterprise Manager เพื่อช่วยดำเนินการขัดขวางไม่ให้ข้อมูลสูญหาย ซึ่งในท้ายที่สุดจะช่วยให้ธุรกิจสามารถลิสต์และจัดลำดับความเสี่ยง รวมถึงวิธีการแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้นโยบาย (policy-based) เป็นหลัก

โดยทั่วไปแล้วลูกค้าจะเริ่มต้นโดยการสร้างและพัฒนานโยบายด้านความปลอดภัยที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลาง (information-centric) และใช้ RSA DLP ในการระบุข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ณ แหล่งข้อมูล โดยผ่านเทคนิคในการค้นหาและจัดแบ่งประเภทที่ถูกต้องแม่นยำ และในทันทีที่ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวได้รับการระบุ RSA DLP จะช่วยสร้างส่วนควบคุมโดยการจับคู่กลไกการบังคับใช้ที่เหมาะสม (appropriate enforcement mechanisms) เข้ากับข้อมูล

RSA Data Loss Prevention Suite
RSA DLP Suite จะให้ความเข้าใจแก่คุณในเรื่องสถานะของความเสี่ยงและแนวโน้มของข้อมูลสำคัญในองค์กรของคุณ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของนโยบายต่างๆ โดยไม่สนใจว่าข้อมูลจะอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ บนเครือข่าย หรืออยู่ในอุปกรณ์ปลายทางต่างๆ

จุดเด่นที่สำคัญของ DLP Suite
การบริหารจัดการนโยบายที่แข็งแกร่ง
การบริหารจัดการนโยบายจากศูนย์กลางและนโยบายภายในสำหรับข้อมูลที่อ่อนไหวมีอยู่ในทุกๆ ที่ในดาต้าเซ็นเตอร์ เครือข่าย และอุปกรณ์ปลายทาง ซึ่งเป็นการจัดเตรียมการสำรวจ (discovery), การแยกแยะ (classification), การแก้ไขเยียวยา (remediation) และการควบคุม (control) อย่างมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน โดยขึ้นอยู่กับความเสี่ยงทางธุรกิจและปัจจัยผลักดันด้านความปลอดภัยเป็นหลัก ความถูกต้องเชื่อถือได้ในการระบุข้อมูลที่มีความอ่อนไหวนั้นเป็นสิ่งที่ได้มาจากอัลกอริทึมในการตรวจสอบข้อมูลที่มีความซับซ้อน รวมไปถึงเทมเพลตทางนโยบายที่ค้นหาข้อมูลสำคัญโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของทั้งการวิเคราะห์เนื้อหาในข้อมูล และการกำหนดตำแหน่งด้วยคีย์เวิร์ดแบบพิจารณาบริบทรอบข้างเป็นสำคัญ

นโยบายความรับรู้ในตัวตนของเจ้าของข้อมูล
ทั้งนโยบายและการควบคุมการตอบสนองจะมีความรับรู้ในตัวตนของเจ้าของข้อมูลที่สำคัญผ่านการอินทิเกรตกับ Windows Active Directory ซึ่งนโยบายการแจ้งเตือนและการควบคุมที่มีความรับรู้ในตัวตนของเจ้าของข้อมูลดังกล่าวนั้น ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องข้อมูลที่มีความอ่อนไหวได้มีประสิทธิภาพ

เวิร์กโฟลว์ที่ยืดหยุ่น การตรวจสอบและการรายงาน
กลไกการทำงานของเวิร์กโฟลว์ที่ทำงานอย่างซับซ้อนและยืดหยุ่น การแจ้งเตือน การตรวจสอบ และการรายงาน จะทำงานร่วมกันเพื่อค้นหา (uncover) และระบุ (define) กระบวนการทางธุรกิจที่เสียหาย ซึ่งมักจะเป็นต้นตอของปัญหาที่เกี่ยวกับรอยแตกของข้อมูล โดย RSA DLP จะอินทิเกรตการทำงานร่วมกับ RSA enVision Platform เพื่อทำให้การดำเนินการด้านความปลอดภัยเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพในระดับองค์กร
สถาปัตยกรรมแบบกระจายในระดับองค์กร ช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับการสแกนอุปกรณ์ปลายทางต่างๆ รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว เพื่อทำการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวขององค์กร

เฟรมเวิร์กสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน
เฟรมเวิร์กทางนโยบาย (policy framework) ได้รับการจัดเตรียมสำหรับองค์ประกอบต่างๆ ทั้งหมด รวมไปถึงการอินทิเกรตกับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure providers) รายหลักๆ อย่าง ไมโครซอฟท์ ซิสโก้ และอีเอ็มซีด้วย

 

RSA DLP Datacenter
สำรวจและแก้ไขข้อมูลที่อ่อนไหว
วัตถุประสงค์หลักของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ รันและให้การสนับสนุนบรรดาแอพพลิเคชันทั้งหลายที่ถูกใช้โดยกลุ่มธุรกิจต่างๆ ภายในองค์กร ซึ่งผลก็คือจะมีข้อมูลปริมาณมหาศาลถูกจัดเก็บอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยปกติแล้วข้อมูลเหล่านี้จะกระจัดกระจายอยู่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งไฟล์ระบบ ฐานข้อมูล ระบบอีเมล์ ระบบบริหารจัดการเนื้อหา หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมของ SAN/NAS ซึ่งนั่นมักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อมูลสูญหาย เนื่องจากการขาดการรับรู้ว่าข้อมูลที่สำคัญหรือมีความอ่อนไหวอยู่ที่ไหนบ้าง และการเข้าถึงที่ไม่พึงประสงค์ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยภายในไปยังตัวธุรกิจ RSA DLP Datacenter จะช่วยค้นหาและป้องกันข้อมูลที่มีความอ่อนไหวนี้

RSA DLP Datacenter จะเผยให้เห็นข้อมูลที่สำคัญ ไม่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะอยู่ที่ใดในดาต้าเซ็นเตอร์

แหล่งข้อมูล
File shares
NAS/SAN
Databases
SharePoint Sites
Content Management System

การดำเนินการ (Actions)
กักกัน (Quarantine)
ลบ (Delete)
แจ้งเตือน (Notify)
ย้ายไปยังที่ที่ปลอดภัย
ใช้นโยบาย eDRM (ผ่าน Microsoft RMS)

 

RSA DLP Network
สอดส่องดูแลข้อมูลสำคัญที่หลุดรอดออกจากเครือข่ายของคุณ
การทำงานร่วมกัน (collaboration) ทั้งภายในและภายนอกเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จของทุกๆ ธุรกิจ การทำงานร่วมกันในเศรษฐกิจทุกวันนี้ต้องการโฟลว์ของข้อมูล (flow of information) ที่อยู่ในรูปแบบของอีเมล์ ข้อความโต้ตอบทันที (IM) และรูปแบบอื่นๆ ของการสื่อสารผ่านเครือข่าย โฟลว์ของข้อมูลดังกล่าวเป็นเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของบริษัทต่างๆ เอาไว้ และเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาไว้ซึ่งความกระฉับกระเฉงของธุรกิจ รวมถึงจำเป็นต่อการเพิ่มผลผลิตด้วย แต่ปัญหาก็คือบ่อยครั้งที่มันเปิดช่องทางให้ข้อมูลที่มีความสำคัญรั่วไหลออกไปยังที่ที่เราไม่ต้องการ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม โดยข้อมูลที่มีความอ่อนไหวหรือความลับทางการค้าเหล่านั้นอาจจะถูกส่งในลักษณะของไฟล์แนบอีเมล์ หรือถูกส่งผ่านการโอนย้ายข้อมูลด้วย FTP ก็ได้

RSA DLP Network จะค้นหาและสอดส่องดูแลข้อมูลที่มีความอ่อนไหวเหล่านั้นเมื่อมันมีการเคลื่อน ที่อยู่บนเครือข่ายของคุณ และจะมีการบังคับใช้การดำเนินการต่างๆ เช่น การบล็อก (blocking) เป็นต้น

การส่งข้อมูลที่สนับสนุน
E-mail (SMTP, IMAP, etc.)
IM/Chat
HTTP/S
FTP
Generic TCP

การบังคับใช้ (Enforce Actions)
อนุญาต (Allow)
สกัดกั้น (Block)
เข้ารหัส (Encrypt)
แจ้งเตือน (Notify)
แก้ไขเยียวยาข้อมูลสำคัญที่ส่งผ่านอีเมล์ด้วยตัวเอง (Self-remediation of sensitive data sent via e-mail)

นอกจากนี้ ข้อมูลที่อ่อนไหวเหล่านี้อาจถูกดักอยู่ระหว่างทาง หรืออาจจะรั่วไหลไปยังแอดเดรสอื่นๆ โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจจะเป็นข้อมูลที่มีการส่งผ่านเครือข่ายโดยไม่ได้เป็นไปตามคำแนะนำของผู้คุมกฎต่างๆ (outside of regulatory compliance guidelines) ก็ได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุใดก็ตาม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจตกอยู่ในความเสี่ยงทั้งสิ้น

RSA DLP Network ช่วยลดหรือบรรเทาความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้ โดยการพยายามสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลที่กำลังรั่วไหลออกจากเครือข่ายให้ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำที่สุด และบังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัยของข้อมูลโดยตั้งอยู่บนความสอดคล้องกับกฎระเบียบต่างๆ

RSA DLP Network สามารถจัดเตรียมคุณค่าในการสอดส่องดูแลและตรวจสอบ (monitoring and audit mode) เพื่อช่วยคุณในการทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงทางธุรกิจ และช่วยค้นหากระบวนการทางธุรกิจที่เสียหาย ในวิธีการนี้ RSA DLP Network จะส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อช่วยให้คำแนะนำกับผู้ใช้งานเกี่ยวกับความเสี่ยงในการส่งผ่านข้อมูล หรือความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ RSA DLP Network จะจัดเตรียมความสามารถในการดำเนินงานด้วยวิธีการบังคับใช้ที่เป็นเชิงรุก (active enforcement mode) เพื่อจัดเตรียมกลไกในการบังคับใช้เพิ่มเติม เช่น ความสามารถในการสกัดกั้นอีเมล์ หรือการเข้ารหัส เป็นต้น ด้วยโซลูชันของพาร์ทเนอร์ทั้งโซลูชันการเข้ารหัสอีเมล์ที่มีข้อมูลที่อ่อนไหว ก่อนที่อีเมล์นั้นๆ จะถูกส่งออกจากเครือข่ายของคุณ ซึ่งแน่นอนว่า RSA DLP Network จะสามารถลดโอกาสที่การส่งผ่านข้อมูลที่มีความสำคัญดังกล่าวจะส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจของคุณได้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

RSA DLP Endpoint
สำรวจและควบคุมข้อมูลที่อ่อนไหวที่อยู่ในอุปกรณ์ปลายทาง
อุปกรณ์ปลายทางอย่างเช่น เครื่องแลปทอป หรือเครื่องเดสก์ทอป นับเป็นสิ่งที่ได้ปฏิวัติรูปแบบในการทำธุรกิจของเรา ซึ่งปัจจุบันนี้กิจกรรมประจำวันส่วนใหญ่ของเราจะกระทำผ่านอุปกรณ์ปลายทางเหล่านี้ และมันก็ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญต่อความสำเร็จทางธุรกิจของเราอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนของการสนับสนุนการทำงานแบบเคลื่อนที่และการเพิ่มผลผลิตของพนักงาน เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่จะใช้เวลาส่วนมากของเขาในการทำงานที่อุปกรณ์ปลายทางเหล่านี้ มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวทั้งหมดที่พวกเขาทำงานด้วยนั้น จะยังคงอยู่เฉพาะภายในแลปทอปและเดสก์ทอปของพวกเขาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถิติได้แสดงให้เราเห็นว่า กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลที่มีการสูญหายในสภาพแวดล้อมการทำงานทางไอทีในทุกวันนี้นั้น จะเกิดขึ้นที่อุปกรณ์ปลายทางเหล่านี้ โดยส่วนมากจะเป็นการส่งผ่านข้อมูลจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลาย

ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวอาจจะไปถึงหรือเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ปลายทางผ่านการดาวน์โหลดไฟล์ประเภทต่างๆ จากไฟล์ซิสเต็มส์หรือฐานข้อมูล อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นอีเมล์ที่มีการจัดเก็บเอาไว้ หรือแม้กระทั่งข้อมูลที่สร้างขึ้นมาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งๆ แล้วจัดเก็บลงในฮาร์ดไดรฟ์ของเครื่องนั้นๆ ก็ตาม ซึ่งหนทางเดียวที่จะแน่ใจได้ว่าข้อมูลที่อยู่ในอุปกรณ์เหล่านั้นได้รับการปกป้องดีพอก็คือ การที่จะต้องสามารถค้นหาและวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วว่าข้อมูลที่มีความอ่อนไหวอยู่ที่ไหนบ้าง รวมไปถึงการสอดส่องดูแลการเคลื่อนที่ของมัน และการดำเนินการเชิงบังคับที่เหมาะสม เช่น การบล็อกเพื่อป้องกันการใช้งานโดยไม่มีสิทธิ์ เป็นต้น

RSA DLP Endpoint จะมีความสามารถหลักที่แตกต่างกันอยู่ 2 ประการ ซึ่งความสามารถดังกล่าวจะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของข้อมูลที่มีความอ่อนไหวในเครื่องแลปทอปและเดสก์ทอปได้ ความสามารถแรกคือ RSA DLP Endpoint จะช่วยค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลที่สำคัญที่อยู่ในเครื่องแลปทอปและเครื่องเดสก์ทอปได้ ความสามารถที่สองคือ RSA DLP Endpoint จะเพิ่มระดับความปลอดภัยโดยการบล็อกการส่งผ่านข้อมูลที่มีความอ่อนไหวจากอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ทั้งหลาย เช่น ยูเอสบีไดรฟ์ หรือ ซีดี/ดีวีดี เป็นต้น และโดยการจัดเตรียมความสามารถในการควบคุมไฟล์ที่สั่งพิมพ์

RSA DLP Endpoint จะสำรวจและสอดส่องดูแลข้อมูลที่มีความอ่อนไหวและบังคับการดำเนินการกับอุปกรณ์ปลายทางต่างๆ เช่น แลปทอปและเดสก์ทอป เป็นต้น

อุปกรณ์ปลายทางที่สนับสนุน
แลปทอปและเดสก์ทอปที่ใช้ Windows 2000 SP4 ขึ้นไป

การบังคับใช้ (Enforce Action) :
อนุญาตหรือบล็อก (Allow or Block)
Print
Save/Save as
Burn to CD/DVD
Export through USB
Apply eDRM policies (through Microsoft RMS)

การอินทิเกรต RSA Data Loss Prevention Suite เข้ากับ RSA enVision Platform
การอินทิเกรตเข้ากับ RSA envision Platform
ทำให้การดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
การอินทิเกรตกันระหว่าง RSA Data Loss Prevention และ RSA enVision Platform ทำให้เกิดการรวมตัวกันของคุณสมบัติด้านการวิเคราะห์ที่ทรงพลัง เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน และสร้างการรายงานผลที่มีประสิทธิภาพจากเทคโนโลยี enVision ซึ่งมีความสามารถของ DLP ในการค้นหาข้อมูลที่มีความครอบคลุม นอกจากนี้การอินทิเกรตดังกล่าวยังช่วยในเรื่องการบริการจัดการเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับ DLP จากศูนย์กลาง และช่วยในเรื่องกระบวนการการทำความเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้วย เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องการสูญหายของข้อมูลสามารถถูกส่งผ่าน RSA enVision Platform เพื่อสร้างประสิทธิภาพในกระบวนการการทำความเข้าใจในความเสี่ยงต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูล (information) หลักฐาน (identities) และโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) โดยทั้งหมดจะสามารถทำได้ผ่าน RSA enVision Security Operations Console ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งโซลูชัน DLP และ enVision จะสามารถส่งมอบความปลอดภัยให้กับองค์กรของคุณโดยมีธุรกิจของคุณเป็นศูนย์กลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะสั้น (NFC: Near Field Communication)

NFC หรือ Near Field Communication คือเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะสั้น 
ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Sony และ NXP โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่ 13.56 MHz 
บนพื้นฐานมาตรฐาน ISO14443 เพื่อให้อุปกรณ์จำพวกโทรศัพท์มือถือ
หรืออุปกรณ์พกพาประเภทอื่นๆสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ง่ายขึ้น 
เพียงแต่นำอุปกรณ์ทั้งสองเครื่องมาวางชิดกันหรือแตะกันเท่านั้น



ปัจจุบัน เทคโนโลยี NFC หรือ Near Field Communication ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการรับส่งข้อมูลแบบไร้สาย เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นบน สมาร์ทโฟน ซึ่งประโยชน์ของ NFC นั้น ไม่ได้มีเฉพาะแค่การรับส่งข้อมูลหากันเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้ สมาร์ทโฟน ของเรา กลายเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ใบย่อมๆ ได้ ด้วยการเติมเงินลงใน สมาร์ทโฟน แล้วนำไปใช้จ่ายในร้านสะดวกซื้อ รถไฟใต้ดิน หรือโอนเงินให้กันได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ NFC เชื่อมต่ออุปกรณ์ไร้สาย อย่างเช่น ลำโพงบลูทูธ เป็นต้น

และสำหรับท่านที่อยากจะลองสัมผัสกับ เทคโนโลยี NFC บนสมาร์ทโฟน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ เพื่อซื้อ สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ ที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวอีกต่อไป เพราะปัจจุบัน สมาร์ทโฟนระดับกลาง ก็สามารถรองรับเทคโนโลยี NFC ได้แล้ว อย่างเช่น Samsung Galaxy Fame สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากซัมซุง นั่นเอง โดย NFC บน Samsung Galaxy Fame สามารถใช้งานได้หลากหลาย ดังนี้

1) แตะกับสมาร์ทโฟนอีกเครื่อง เพื่อทำการรับ-ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว โดยไฟล์ขนาด 25 MB ใช้เวลาในการรับส่งเพียง 1 นาทีเท่านั้น และไม่มีกระตุกอีกด้วย

2) สะดวกในการเดินทางกลับบ้านหลังเลิกงาน สามารถนำสมาร์ทโฟนแตะเข้า-ออกรถไฟฟ้าได้เลยทันที โดยไม่ต้องต่อคิวซื้อบัตร

 

ที่มา: 

http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=38087.0

http://www.techmoblog.com/samsung-galaxy-fame-NFC/

Virtualization Technology Part 2

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ Virtualization
1. Server consolidation ลดจำนวนเครื่องลงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น
2. Green-IT initiative ลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการประมวลผลและการทำความเย็น
3. เพิ่ม Availability ของ Hardware และ Application
4. Utility computing สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบได้ตามต้องการ และเมื่อต้องการ
  
 
 

vm2_virtualization

Virtualization


เทคโนโลยี Virtualization ที่ควรจับตา
1. Virtual Appliance
2. Data center virtualization หรือ Cloud computing

Virtual Appliance
เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นำการทำ Virtualization มาประยุกต์ใช้ในการสร้าง appliance เสมือนขึ้น โดยใช้ Server Hardware ที่หาได้ทั่วไป โดยตัดปัญหาเรื่องการติดตั้งระบบปฏิบัติการ (Operating System) ลดเวลา และการบริหารจัดการที่ติดตามมา เช่น Patch, Configuration, Maintenance เป็นต้น โดยการทำงานคือ จะมี layer ที่ทำหน้าที่ทำให้ Server Hardware ที่รองรับ และตรงตามข้อกำหนดของแต่ละ vendor ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ ให้ถูกจำลองเป็น Server Hardware Virtual Platform เดียวกัน ในแง่ของผู้ผลิต Appliance เองคือ
 ทำให้ผู้ผลิต Appliance ไม่จำเป็นต้อง ออกแบบ และปรับแต่ง software ให้รองรับ Hardware ที่หลากหลาย แต่ให้รองรับเพียง virtual platform เดียว ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงกว่า ลดเวลาในการคิดค้นพัฒนา 
ลดปัญหาในการให้บริการและ Support เพราะผลิตเพียงแค่ Software ไม่จำเป็นต้องบริหารจัดการ inventory ของ hardware ประหยัดค่าใช้จ่ายยิ่งขึ้น
ในแง่ของผู้ใช้ก็ได้ประโยชน์เช่นกันคือ
 ด้วยการที่ได้ใช้ Server เดิมที่มีอยู่เดิม หรือหาได้ง่ายทั่วไปในตลาด แก้ไข ซ่อมแซม ปรับแต่งได้ง่ายโดยไม่ต้องห่วงเรื่องการรับประกันของผู้ผลิต Appliance แบบเดิมๆ เพราะสามารถใช้บริการของ Server vendor ต่างๆ เช่น IBM, HP, Dell ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ก็จะรับประกัน 3 ปี ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเตรียม stand-by Appliance หรือการซื้อ warranty ราคาสูงจากผู้ผลิต Appliance แบบเดิม ซึ่งภายในก็เป็นเพียง Hardware แบบserver ทั่วไป 
แก้ไขปัญหาที่เกิดทั้งในแง่ Hardware และ Software ได้เร็ว ในกรณีต้องสร้าง Appliance ใหม่ ก็เพียงแค่ boot server นั้นๆ ด้วย CD หรือ DVD ที่ได้รับมาจากผู้ผลิต และทำการติดตั้ง software ทั้งหมดตามขั้นตอนที่กำหนด โดยใช้เวลาทั่วไปไม่เกิน 10 นาที จากนั้น Server นั้นๆ ก็จะสามารถทำงานได้เป็นปกติอีกครั้ง ทำให้ลดเวลา downtime เป็นอย่างมาก
สามารถเพิ่ม Scalability ได้ง่าย โดย Appliance แบบเดิมนั้นจะถูก lock เรื่องของ hardware configuration เช่น CPU, Memory เป็นต้น ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานถูกจำกัดที่รุ่นนั้นๆ แต่ในกรณีของ Virtual Appliance การที่สามารถเลือก Hardware ได้เอง ทำให้สามารถทำการปรับเปลี่ยน Hardware ได้ง่ายกว่า รวมถึงสามารถ ปรับเพิ่มความสามารถได้เอง เช่น เพิ่มหน่วยความจำ (RAM) หรือพื้นที่จัดเก็บ (Storage หรือ HDD) เป็นต้น
ปัจจุบันผู้ผลิตเทคโนโลยี Virtualization หลายๆ แห่ง กำลังอยู่ในช่วงของการผลักดันให้เทคโนโลยี Virtual Appliance เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย VMWare และ Novell SUSE Linux และผู้ผลิต Appliance บางราย เช่น Symantec และ Trend Micro ก็ได้เลิกผลิต Appliance แบบเดิมๆ และนำเทคโนโลยี Virtual Appliance มาใช้กับผลิตภัณฑ์ในตลาด

Virtual Datacenter / Cloud Computing
เป็นเทคโนโลยีที่ออกมารองรับ Concept SAAS หรือ Software As A Service ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการใช้งาน software และ application จากเดิม โดยมองว่า การบริหารจัดการ datacenter โดยการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก และใช้งานระบบผ่านเครือข่ายแทน ทำให้สามารถเน้นการบริหารจัดการ IT ในด้านอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจได้ดีกว่า

Cloud computing เป็นแบบอย่างของการทำให้เกิดความสะดวก สามารถเข้าถึงเครือข่ายได้เมื่อต้องการ (on-demand network access) เพื่อเข้าถึง ทรัพยากรในการประมวลผลกลาง เช่น Network, Server, Storage, Application และ Services ซึ่งสามารถเพิ่มขยายได้รวดเร็ว และใช้การบริหารจัดการหรือเกี่ยวข้องจากผู้ให้บริการน้อยมาก

โดยการให้บริการในลักษณะนี้ มีทั้งเป็นลักษณะ ให้บริการภายใน (Internal/Private) ภายนอก (External / Internet / Public) และแบบผสม (Hybrid)

มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ Virtual Datacenter และ Cloud Computing ประกอบด้วย

  • Application
    a. Communications (HTTP, XMPP)

    b. Security (OAuth, OpenID, SSL/TLS)
    c. Syndication (Atom)
  • Client
    a. Browsers (AJAX)
    b. Offline (HTML)
  • Implementations
    a. Virtualization (OVF)
  • Platform
    a. Solution stacks (LAMP)
  • Service
    a. Data (XML, JSON)
    b. Web Services (REST, SOAP)
  • Storage
    a. SNIA Cloud Data Management Interface


ประโยชน์ที่ได้รับคือ
 สามารถเพิ่มความสามารถของระบบได้ไม่จำกัด ตราบเท่าที่ผู้ให้บริการสามารถรองรับได้ 
ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ หรือ รับรู้ถึงการทำงานเบื้องหลัง สามารถเน้นไปที่การใช้ระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ต้องกังวลในส่วนของ Service Management และ Provisioning

การใช้งานเทคโนโลยี Virtualization ในอนาคต
สิ่งที่สามารถยืนยันได้ในขณะนี้คือ 
รูปแบบของ Software และ Application ในอนาคตจะมีการเชื่อมโยงกันระหว่างแต่ละชิ้นของ Service เข้าหากัน และมีการทำงานประสานงานกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เมื่อต้องการภาพ และข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่ บนเว็บไซต์ของบริษัท ก็สามารถเชื่อมโยงไปยัง maps.google.com เพื่อใช้บริการ นำทางแสดงแผนที่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เป็นต้น โดย Gartner กล่าวว่า ในอนาคต Cloud Computing จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เทียบเท่ากับ E-Business เป็นในปัจจุบัน
 การใช้งานทรัพยากรในการประมวลผลจะเพิ่มการทำงานในแบบเสมือนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง การติดตั้งหรือใช้งาน Software แบบเดิมๆ จะลดน้อยลง เหลือเพียงการ บริหารจัดการ Image ของระบบปฏิบัติการต่างๆ และการที่ระบบสามารถทำการ migrate Image เหล่านั้นได้อย่างอิสระ จะทำให้ downtime อันเกิดจาก hardware ลดน้อยลง
การศึกษา และเรียนรู้เทคโนโลยีที่จะเป็นสิ่งสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกท่านพึงตระหนัก และเตรียมตัว รวมถึงใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่อย่างเหมาะสมเมื่อถึงเวลาที่ถูกต้อง


ที่มา
1. www.vmware.com
2. www.citrix.com
3. www.wikipedia.org